ผมขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ 'Oxford 3000 key words' ครับ ซึ่งก็คือคำศัพท์ 3000 คำที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ หรือพูดง่ายๆก็คือคำศัพท์ 70% ที่ใช้อยู่ทุกวันก็มาจาก 3000 คำนี้และครับ ซึ่งถ้าเรารู้หมด 3000 คำนี้เราจะสามารถเข้าใจบทสทนาภาษาอังกฤษได้เกิน 90% เลยครับ (อันนี้ไม่ได้เว่อร์จริง ๆ นะ ฝรั่งเขาก็บอกมาอย่างนี้จริง ๆ)
หลายคนอาจบอกว่า 'เยอะจังตั้ง 3000 แหน่ะ' เอาจริง ๆ เราก็รู้ไปหลายคำแล้วแหละครับ พวกคำศัพท์พื้น ๆ เช่น Cat, dog, car, red, you, me อะไรพวกนี้ก็ไปกว่า 100 คำแล้วนะผมว่า 5555  
ลองเข้าไปดูก่อนผ่าน ๆ http://www.oxfordlearnersdictionaries.com/wordlist/english/oxford3000/
แล้วโหลดมาเก็บไว้ http://www.smartcom.vn/the_oxford_3000.pdf 



เรามาเริ่มกันเลยครับ
อันดับแรกเข้าไปที่ลิ้งค์แรกที่ผมให้ เลื่อนมาข้างล่างสักนิดนึง เราจะเจอคำศัพท์เรียงกันยาวตามลำดับตัวอักษร (A-Z) ครับ ถ้ากดเข้าไปเขาจะอธิบายความหมายไว้ในภาษาอังกฤษ หรือพูดง่าย ๆ คือแปลอังกฤษเป็นอังกฤษอีกทีครับ 
ที่นี้วิธีท่องคำศัพท์ของเราก็เริ่มจากปริ้นท์ไฟล์ศัพท์ตามลิ้งค์ที่สองที่ผมให้ (อาจจะแยกหมวดปริ้นเป็น A, B, C อย่างนี้ก็นะครับ)
พอปริ้นออกมาแล้ว เราก็เอาปากกาไฮไลท์มาไฮไลท์คำศัพท์ที่เรารู้แล้วครับ (เอาแค่คำที่เรารู้แบบชัวร์ ๆ นะครับ อันไหนยังลังเล ๆ ก็ไม่ต้องไฮไลท์)
 


พอไฮไลท์ครบทุกหมวดตั้งแต่ A - Z  (อาจจะแบ่งทำวันละหมวดก็ได้นะครับ ไม่ต้องทำวันเดียวหมดหรอก เบื่อตายพอดี 55555) เราก็พอจะเห็นภาพแล้วว่าคลังคำศัพท์ของเราแข็งแรงระดับไหน (ถ้าใครลงทุนนับเลยก็เห็นภาพชัดขึ้นครับว่าใน 3000 คำศัพท์ที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษเรารู้อยู่กี่คำ)
ทีนี้เราก็มาเริ่มท่องจากคำแรกที่เราไม่รู้ อย่างในรูปก็จะเห็นว่าผมเริ่มท่องจากคำว่า Abandon (ที่ผมขีดเส้นสีน้ำตาลไว้ข้างล่างอ่ะครับ) ก็ท่องวันละ 5 คำก็ได้ครับ วันละหมวด พรุ่งนี้ก็มาไฮไลท์หมวด B และก็ท่องเพิ่มอีก 5 คำ ประมาณนี้ ก็ไปเรื่อย ๆ จนหมวด Z แล้วก็วนกลับมาใหม่ครับ (กลับมาต่อที่คำว่า Absent ที่หมวด A ใหม่) ทำไปเรื่อย ๆ ครับ 
อ่อแล้วเวลาแปลความหมาย ห้ามจดคำแปลภาษาไทยลงไปนะครับ
เพราะการที่เราไม่จดภาษาไทยไปเนี่ย จะเป็นการบังคับให้เราใช้สมองเพื่อจดจำ (คืองี้ ถ้าเราจดภาษาไทยไปด้วย วันหลังที่เรากลับมาเปิดอ่านเราก็ไม่รู้จริงว่าที่เราจำได้เนี่ยเพราะเราเหลือบไปเห็นภาษาไทยหรือเราจำได้จริง ๆ ครับ ดังนั้นเราไม่ต้องจดอะไรลงไปเลยดีที่สุด) และเมื่อผ่านไป 2-3 วัน เรากลับมาอ่านจะได้ให้สมองใช้เวลานึกคำศัพท์ที่เราแปลความหมายไม่ได้ (ถ้าจำไม่ได้จริง ๆ ก็ไปเปิดดิกชันนารีดูใหม่ครับ) วิธีนี้แหละครับจะทำให้เราจำศัพท์ได้นานและไม่ลืมง่าย ๆ (ลองเข้าไปหาตัวอย่างวิธีใช้ด้วยก็ดีนะครับ เว็ปที่ผมแนะนำก็ http://www.macmillandictionary.com/)


แล้วไม่ใช้แค่จดอย่างเดียวนะครับ ให้ลองเข้าฟังด้วยว่าคำศัพท์นั้นออกเสียงอย่างไร โดยการกดเข้าไปที่คำศัพท์นั้นตามลิ้งค์ที่หนึ่ง หรือจะเปิด dictionary ออนไลน์ในกูเกิ้ลฟังดูก็ได้นะครับ (http://www.macmillandictionary.com/
แล้วก็เลือกเอาว่าเราอยากฝึกสำเนียงแบบไหน
ถ้าเข้าไปในลิ้งค์ที่หนึ่งที่ผมให้ไปมันจะมีอยู่สองปุ่ม 
สีน้ำเงิน คือ สำเนียงอังกฤษ (ฺBritish English) 
สีแดง คือ สำเนียงอเมริกัน (American English)
ให้เราเลือกฝึกพูดตามสำเนียงใดสำเนียงนึงเลยครับ ตาามใจชอบเลย
ถ้าใครฝืนตัวเองให้ทำจนเป็นนิสัยได้นะ ผมบอกเลยว่าภายใน 2 - 3 อาทิตย์คุณจะพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณขึ้นได้เยอะมากครับ

ส่วนใครที่อยากฝึกสำเนียงด้วย 
ให้ลองอัดเสียง (ไส่โทรศัพท์ หรือใครมีอุปกรณ์อะไรก็ตามสบายเลยครับ) ดูว่า เวลาเราพูดตามสำเนียงไหน เสียงเราฟังดูเหมือนเจ้าของภาษามากกว่า หากเสียงเราไปทางสำเนียงอังกฤษ ก็ให้ฝึกพูดตามสำเนียงอังกฤษ แต่ถ้าไปทางสำเนียงอเมริกันก็ฝึกตามสำเนียงนั้นครับ (จริง ๆ ก็แล้วแต่เรานะ เราอยากได้แบบไหนก็ฝึกตามแบบนั้นเลย ขอแค่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอย่าผสมกันก็พอครับ)

ต้องฝึกพูดตามและฟังให้ออกด้วยนะครับ เพื่อครั้งหน้าเราได้ยินหรือได้ใช้ จะได้รู้ว่าต้องออกเสียงยังไงให้ฝรั่งเข้าใจ
อ่อ อย่าลืมแปลความหมายคำศัพท์ด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าพูดได้สำเนียงเป๊ะ แต่ไม่รู้ความหมายก็ไม่ได้นะครับ

สรุปนะครับ
1. ปริ้นท์ไฟล์ oxford 3000 ออกมา (ลิงค์ที่สองที่ผมให้ไว้)
2. ใช้ปากกาไฮไลท์ไฮไลท์คำศัพท์ที่เรารู้แล้ว (รู้แบบชัวร์ ๆ) แล้วท่องเพิ่มวันละ 5 คำ (หรือมากกว่านี้ก็ได้นะ แต่อย่าเกิน 10 เลย)
3. เข้าไปแปลความหมายในกูเกิ้ล (อิ้ง - ไทย หรือ อิ้ง - อิ้ง ก็ได้ หรือทั้งสองเลยจะดีมาก) หรือเปิดดิกชั่นนารี่ดู
4. บันทึกเสียงของตัวเองแล้วฟังดู พยายามเลียนแบบให้เหมือน stress ให้ถูกพยางค์  (ไม่ทำก็ได้ครับ อันนี้สำหรับคนที่อยากฝึกสำเนียงด้วย)

นี่แหละครับแค่นี้เราก็มีวิธีการท่องคำศัพท์แบบมีประสิทธิภาพแล้ว และผมบอกได้เลยว่า ได้ใช้ทุกคำแน่นอนครับ เพราะคำศัพท์ 3000 นี้คือคำที่ใช้บ่อยที่สุดครับ
มีแนวทางขนาดนี้แล้ว อย่าท้อในการเรียนภาษาอังกฤษนะครับ
อย่าลืมแชร์ไปให้เพื่อนๆด้วยละ
จะได้เก่งกันเยอะ ๆ
สุดท้ายก็เหมือนเดิมครับ สู้ ๆ อีกไม่นานก็เก่งแล้ว (ถ้าติดตามผมต่อไปนะ อิอิ 55555)
อันนี้เพจที่ผมเองครับ ใครอยากติดตามข่าวสารว่ามีกระทู้ใหม่ออกมาหรือยังก็เข้าไปติดตามกดไลค์ไว้เลยครับ
https://www.facebook.com/MyFathersAnEnglishMan/

มีคำถามอะไรก็ถามเข้ามาได้เลยนะครับ ทางเพจ หลังไมค์ หรือคอมเมนต์ไว้ก็ได้ครับ เดี๋ยวจะมาตอบนะ
ปล. ผมเป็นคนเดียวกันกับที่เคยเขียนบทความสอนวิธีท่องศัพท์ไว้ในเว็ปเด็กดีนะครับ (ใช้ชื่อ JGC เหมือนกัน) เพื่อใครเคยอ่านผ่าน ๆ

Stay tuned.
JGC


สำหรับคนที่คิดว่าวิธีการท่องศัพท์แบบนี้มันไม่มีประโยชน์ ไปอ่านหนังสือภาษาอังกฤษดีกว่า ลองอ่านที่ผมจะบอกดูนะครับ
ท่องก็ส่วนท่อง อ่านก็ส่วนอ่านครับ
กลัวว่าจะท่องไปแล้วจำไม่ได้หมดทุกคำ?? 
จำได้หมดแน่ครับถ้าคุณท่องตามวิธีที่ผมบอก คือ 1. ท่องโดยไม่จดคำแปลภาษาไทย 2. เข้าไปดูตัวอย่างการใช้คำศัพท์นั้น(ในกูเกิ้ล)
แต่ถ้าคุณคาดหวังว่าท่องรอบเดียวแล้วจะจำได้ คุณก็จะไม่เก่งและมีแต่ความคิดด้านลบต่อการท่องศัพท์แบบนี้ตลอดไป 
มันต้องฝึกและทบทวนบ่อย ๆ ครับ
และที่มีคนบอกว่าอ่านหนังสือแล้วจำได้ดีกว่า ไม่จริงทั้งหมดครับ คุณลองคิดดูนะ ระหว่างที่คุณอ่านหนังสือแล้วไม่มีคลังคำศัพท์ในหัว เจอศัพท์ที่ไม่รู้ทีก็ต้องคอยเปิดดิกที นอกจากจะอ่านไม่สนุกแล้ว ยังทำให้คุณไม่รู้อีกว่าคุณมีคลังคำศัพท์ในหัวมากแค่ไหนแล้ว พูดง่าย ๆ คือเหมือนกับคุณท่องศัพท์ไปอย่างไร้จุดหมาย แต่วิธีท่องศัพท์ที่ผมเอามาแบ่งปัน แน่นอนครับมันจัดการกับปัญหานี้ได้ แล้วการที่เราได้ท่องศัพท์ไปก่อน แน่นอนว่ามันทำให้การอ่านภาษาอังกฤษของเราลื่นไหลมากขึ้นครับ แถมยังไม่น่าเบื่ออีกด้วย เพราะเรามีคลังคำศัพท์ในหัวอยู่แล้ว คุณคิดว่าเด็กฝรั่งเขาจำคำศัพท์กันยังไง ซื้อหนังสือมาอ่านเหรอ ไม่ครับ เขาก็ฝึกจำกันไปทีละคำนี่แหละครับ
แต่ไม่ใช่ว่าจะท่องอย่างเดียวไม่อ่านไม่ดูหนังฝรั่งเลยก็ไม่ได้นะ มันต้องทำควบคู่กันไปครับ 



แหล่งอ้างอิงข้อมูล https://www.dek-d.com/board/view/3667995/